พฤษภาคม 2012
พฤ อา
« เม.ย.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

โภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ

โภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ

การคิดแบบไตร่ตรอง (Reflective Thinking) โดยการพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน

การคิดแบบไตร่ตรอง (Reflective thinking) โดยพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์และการเขียน

การจัดการความรู้เรื่อง การเสริมสร้างคุณค่าและพลังใจในการดูแลผู้ป่วยขั้นพื้นฐานด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ The empowerment programe on Humanistic Nursing Care ภาควิชาพื้นฐานการพยาบาลและพัฒนาวิชาชีพ

สรุปการสนทนาการจัดการความรู้ครั้งที่ ๑

สรุปการสนทนาการจัดการความรู้ครั้งที่ ๒

สรุปการสนทนาการจัดการความรู้ครั้งที่ ๓

บันทึกสรุปการสนทนาการจัดการความรู้ครั้งที่ ๔

บันทึกสรุปการสนทนาการจัดการความรู้ครั้งที่ ๕

บันทึกสรุปการสนทนาการจัดการความรู้ครั้งที่ ๖

บทสรุปการจัดการความรู้

การจัดการความรู้ด้านวิชาการเรื่องการเตรียมความพร้อมในการสอบขึ้นทะเบียนปี 2554

รายงานการประชุมKM วิชาการ 6 ก.พ.54

การจัดการความรู้ด้านการวิจัยปีการศึกษา 2554

รายงานการประชุมการจัดการความรู้ด้านการวิจัย

เอกสารประกอบการประชุมการจัดการความรู้ด้านการวิจัย

การจัดการความรู้ เรื่อง การจัดการเรียนการสอนเพื่อเตรียมความพร้อมของนักศึกษาในการสอบขึ้นทะเบียนใบประกอบวิชาชีพ

ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์

เรื่อง การจัดการเรียนการสอนเพื่อเตรียมความพร้อมของนักศึกษาในการสอบขึ้นทะเบียนใบประกอบวิชาชีพ

การจัดการความรู้ เรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ

ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์

เรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ

KM แนวทางจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผลการสอบขึ้นทะเบียนใบประกอบวิชาชีพของภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชนและจิตเวช

KM แนวทางจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผลการสอบขึ้นทะเบียนใบประกอบวิชาชีพของภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชนและจิตเวช

วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า

วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า

เรียบเรียงโดย นิกร   จันภิลม

โรคพิษสุนัขบ้า [Rabies] เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโดยมากเกิดจากถูกสัตว์กัด หรือข่วนเชื้อจากน้ำลายของสัตว์เข้าได้ทางผิวหนังที่เป็นแผลเป็น หรือรอยขีดข่วนหรือทางเยื่อเมือกต่างๆโดยมีอัตราการตายสูงมากหากรอจนเกิดอาการจึงต้องป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนไว้ก่อน หากสงสัยว่าสัตว์ที่กัดอาจมีเชื้ออยู่ระยะฟักตัวของหลังการได้รับเชื้อนานประมาณ30-90 วันโดยอาจมีอาการไม่จำเพาะนำมาก่อน10 วันแล้วจึงตามด้วยอาการของระบบประสาท เช่น อาการวุ่นวาย สับสน อาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอทำให้กลืนน้ำลำบาก มีไข้ เวลาถูกลมจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อใบหน้า ชัก และอัมพาตของกล้ามเนื้อต่างๆ และเสียชีวิต ระยะฟักตัวอาจจะสั้นเพียง 10 วันถ้าแผลนั้นอยู่บริเวณใบหน้า คอ แขน หลังถูกกัดเชื้อยังอยู่บริเวณแผลระยะหนึ่งก่อนซึ่งการให้ rabies immune globulin ที่บริเวณแผลอาจช่วยกำจัดเชื้อได้ เชื้อไวรัสจะเดินทางตามเส้นประสาท ควรทำความสะอาดบาดแผลที่ถูกกัดหรือถูกข่วนด้วยน้ำสะอาดและสบู่หรือผงซักฟอกแล้วเช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์ 70%และใส่ยา povidone-iodineขั้นตอนนี้สำคัญมากเพราะเป็นการลดจำนวนเชื้อและควรฉีด

วัคซีนป้องกันบาดทะยัก

การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า rabies vaccination ในคน

1. การป้องกันแบบล่วงหน้าหรือ pre-exposure ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือสัมผัสสัตว์ เช่นสัตวแพทย์ แพทย์ หรือผู้ดูแลสัตว์ในสวนสัตว์ วิธี ฉีดเข้ากล้ามหรือใต้ผิวหนังในวันที่ 0,7,21

2. การป้องกันเมื่อโดนสุนัขหรือสัตว์กัดไปแล้ว หรือ post-exposure vaccination วิธี ดูตามลักษณะแผลเป็นกลุ่มตาม WHO หรือองค์การอนามัยโลกได้เป็น กลุ่ม I ,II,III

กลุ่ม I แผลข่วนถลอก ไม่มีเลือด ให้วัคซีนในวันที่ 0,3,7,14,28 ทั้งหมด 5 ครั้ง แบบเข้ากล้ามหรือใต้ผิวหนัง

กลุ่ม II แผลมีเลือดออก

กลุ่ม III แผลฉีกขาดชัดเจน

กลุ่มII และกลุ่ม III นอกจากจะได้วัคซีนแบบกลุ่มแรก จำเป็นต้องฉีด RIG หรือ Rabies Immunoglobulin ด้วย ซึงแบ่งเป็นของคน และของม้า (HRIG และ ERIG) ของคนจะแพง แต่แพ้น้อยกว่า แต่ต้องระวังติดโรคอื่นๆจากซีรั่มของคนด้วย ส่วนของม้า ก็ถูก แต่ต้องระวังการแพ้อย่างรุนแรง

วัคซีนในปัจจุบัน ผลิตโดยกรรมวิธี recombinant ได้วัคซีนบริสุทธิ์ที่ไม่ต้องเพาะในสัตว์ทดลองหรือในไข่ ปลอดภัยจากการแพ้โปรตีน มีสองชนิดคือ PCEC และ TRCS ในกรณีที่ไม่มั่นใจ แต่สามารถกักสัตว์ได้ หรือสัตว์มีเจ้าของให้ดูอาการ 7 วันระหว่างนั้นก็ฉีดวัคซีนในวันที่ 0,3,7 ถ้าสัตว์ตาย ฉีดให้ครบ 5 เข็ม ถ้าสัตว์ไม่ตาย ฉีดวันที่ 21 อีกเข็ม ก็จะเป็นแบบ pre-exposure กันได้ 2 ปี ระหว่างนี้ถ้าโดนสัตว์กัด ก็ สามารถฉีดเป็น booster (กระตุ้น)ได้โดยฉีดแค่2 เข็มวันที่ 0,3 ทุก 2 ปี

แนวทางพิจารณาว่าควรฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่

1.หากเป็นสัตว์เลี้ยงและอาการปกติให้สังเกตเป็นเวลา 10วันถ้าเป็นปกติไม่น่าจะมีการติดเชื้อ

2. สัตว์ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าอาจจะแพร่เชื้อได้เหมือนกันถ้าวัคซีนที่ได้รับนั้นไม่มีประสิทธิภาพ โอกาสเสี่ยงที่

สุนัขจะมีการติดเชื้อจะลดลงมากหากสุนัขสุขภาพสมบูรณ ์และมีประวัติแน่ชัดว่าได้รับการฉีดที่มีประสิทธิภาพดีมาแล้วอย่างน้อย 2ครั้งในกรณีที่ถูกสุนัขดังกล่าวกัดให้สังเกตอาการของสุนัขประมาณ10วันโดยยัง ไม่ต้องรักษาถ้าสุนัขแสดงอาการป่วยให้รีบรักษาทันที

3. หากเป็นสัตว์ป่าควรจะฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า

อาการข้างเคียง ผู้ที่ได้รับวัคซีนอาจมีอาการปวด บวม แดง และคันบริเวณที่ฉีด

อ้างอิง : ชิษณุ  พันธุ์เจริญ และคณะ. 2553. คู่มือวัคซีน 2010 และประเด็นในการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : ธนาเพรส

http://www.thaihealth.net/h/content-74.html (วันที่สืบค้นข้อมูล 31 สิงหาคม 2554)

http://www.siamhealth.net/public_html/vaccination/rabies.htm (วันที่สืบค้นข้อมูล 31 สิง

กินเพื่อต้านโรค

กินเพื่อต้านโรค

พรรณพิไล  สุทธนะ

ภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชนและจิตเวช

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์

อาหารเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกย่อยเป็นโครงสร้างเล็กๆ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเผาผลาญ ทำให้เซลล์เล็กๆ ในร่างกายสามารถนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์และเป็นพลังงาน  แต่วิถีชีวิตและพฤติกรรมของคนปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคที่มีการแข่งขันสูง  ทำให้คนเราดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยความเร่งรีบ ไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องอาหารการกินมากนัก สะดวก เร็ว อิ่ม เป็นใช้ได้  โดยไม่รู้ว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปด้วยความเร่งรีบและไม่ใส่ใจนั้น มีคุณค่าทางโภชนาการไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะอาหารจำพวกอาหารขยะ เช่น ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม รสหวาน น้ำอัดลม พิซซ่า มันฝรั่งทอด เป็นต้น  ที่มีแต่แป้ง น้ำตาล และไขมันเกินความจำเป็น

เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมันที่มากเกินไป ทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด เมื่อมีปริมาณอินซูลินไม่เพียงพอ จึงทำให้เป็นโรคเบาหวานได้  นอกจากนี้แป้งและน้ำตาลที่เหลือใช้จะเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งเมื่อเกิดการสะสมมากขึ้น ระบบการทำงานของร่างกายจะเริ่มแปรปรวนและทำงานบกพร่องจนนำไปสู่โรคต่างๆ เช่น ไขมันที่ไปเกาะอยู่ตามหลอดเลือดจะทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น ปิดกั้นการไหลเวียนของเลือด จนอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดไปเลี้ยง และการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มมากก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้  ดังนั้น การกิน จึงไม่ใช่แค่กินอย่างไรให้อร่อย แต่ควรเน้น “การกินเพื่อต้านโรค”  โดยเริ่มจากการเลือกกินอาหารที่หลากหลาย ให้ครบทั้ง 5 หมู่ เน้นการกินธัญพืช ผัก ผลไม้ เป็นหลัก  เลือกกินแต่ไขมันชั้นดี  ลดหรือเลี่ยงการกินแป้ง น้ำตาล และอาหาร/ขนมที่มีรสเค็ม  ควบคุมปริมาณพลังงานและสัดส่วนสารอาหารในแต่ละวัน โดยเฉลี่ยพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน 50% ควรมาจาก กลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งควรเน้นอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าว และธัญพืชต่างๆ อาหารกลุ่มโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ (เน้นปลา) ไข่ และถั่วต่างๆ ควรได้รับประมาณ 15% ส่วนที่เหลือ 35% มาจากไขมันชนิดดี หรือไขมันที่ไม่อิ่มตัว ดังนั้น ถ้าไม่อยากไปหาหมอบ่อยก็เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลายประเภทขอให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีนะค่ะ

อ้างอิง

เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ และพรทิพย์ เต็มวิเศษ. ยาคืออาหารรักษาโรค ในภูมิปัญญาไทย. ปีที่ 11 ฉบับที่ 4

(มกราคม-กุมภาพันธ์ 2545).

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_200.htm

http://www.oknation.net/blog/diamond/2010/09/28/entry-1